วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผักเขลียง : ราชินีผักพื้นบ้าน

ผักเขลียงมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Gnetum gnemon L. Var. tenerum Markgr. เป็นพืชเมล็ดเปลือย มีชื่อเรียกพื้นบ้านแตกต่างออกไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น เหลียง (ชุมพร ระนอง ประจวบคีรีขันธ์-ใต้), เหมียง (พังงา ภูเก็ต กระบี่-ใต้), เขลียง เรียนแก่ (นครศรีธรรมราช), เหรียง (สุราษฎร์ธานี), ผักกะเหรี่ยง (ชุมพร), ผักเมี่ยง (พังงา) ผักเขลียงหรือผักเหลียง ถ้าเป็นชาวปักษ์ใต้แท้ก็จะเรียกผักเขลียง เป็นผักที่มีในท้องถิ่นภาคใต้ เดิมเป็นผักป่าขึ้นเองทั่วไปในธรรมชาติ พบขึ้นในป่าดิบ ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีถุงนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราช ต่อมานิยมบริโภคกว้างขวางมากขึ้น ก็มีชาวบ้านเอามาปลูกร่วมกับพืชอื่นๆในสวน โดยเฉพาะในสวนยางพารา ปรากฏว่าต้นงามและรสชาติอร่อย จากนั้นก็ขยายพันธุ์และปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ ผักเขลียงเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก พุ่มสูงประมาณ 3-4 เมตร ปลายใบเรียวแหลมและปลายใบมนแหลม ใบสีเขียวเป็นมันสดใสเมื่ออยู่ในร่มเงา แต่ถ้าอยู่ในที่โล่งใบจะสีจาง เหลืองหรือขาวทั้งใบ ขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ทั้งการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำหรือใช้ต้นจากรากแขนงปลูกได้ทั้งนั้น ไม่ชอบแสงแดดและความร้อนสูง เจริญเติบโตดีในสภาพร่มเงา พบทั่วไปตามเนินเขาและที่ราบ ให้ผลผลิตมากที่สุดในฤดูร้อน คือ เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน และผลผลิตต่ำสุดในช่วงฤดูฝน คือ เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ปัจจุบันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง และมีการนำไปทดลองปลูกตามตามอื่นๆ ทั้งเหนือ กลาง อีสาน มากขึ้น โดยเฉพาะการปลูกคู่กับยางพารา จนเรียกว่าพืชร่วมยาง ซึ่งได้ประโยชน์จากร่มเงาของต้นยางช่วยให้รสชาติผักอร่อยยิ่งขึ้น ผักเขลียงได้ชื่อว่าเป็นราชินีของผักพื้นบ้านภาคใต้ ด้วยรสชาติอร่อยถูกปาก มีรสชาติหวานมัน อมขมและติดฝาดเล็กน้อย จะเลือเอาใบอ่อนมาปรุงเป็นอาหาร ชาวบ้านใช้เป็นผักเหนาะรับประทานคู่กับอาหารที่มีรสเผ็ดจัด ช่วยตัดรสจัดจ้าน ลดความเผ็ดลงได้ และถ้านำไปผัดน้ำมันหอย ผัดไข่ ลวกจิ้มน้ำพริก ต้มกะทิ แกงเลียง ทำห่อหมก ก็อร่อยเลิศรส เพิ่มคุณค่าให้สารอาหารครบถ้วน ถ้ากล่าวถึงสารอาหารในผักเขลียงที่ได้รับการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการจากภาคอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่าใบเขียวเข้มของผักเขลียงอุดมด้วยสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นสร้างวิตามินเอว่า ผักเขลียง 100 กรัม หรือ 1 ขีด ไม่รวมก้าน ให้เบต้าแคโรทีนสูงถึง 1,089 ไมโครกรัมหน่วยเรตินัล สูงกว่าที่มีในผักบุ้งจีน 3 เท่า มากกว่าผักบุ้งไทย 5-10 เท่า และมากกว่าใบตำลึงหรือผักที่ถือว่าเป็นสุดยอดของแหล่งเบต้าแคโรทีนอย่างแครอท ก็ไม่ได้มีมากไปกว่าผักเขลียงเลย เบต้าแคโรทีนเป็นสารสีส้ม แต่กลับมองไม่เห็นสีส้มในผักเขลียงเพราะมันถูกสีเขียวของใบผักปกปิดไว้จนหมด กินผักเขลียงจึงให้ทั้งคุณค่าของเบต้าแคโรทีน ซึ่งเหมาะกับเด็กที่กำลังเจริญเติบโตและผู้ที่มีปัญหาในเรื่องสายตาหรือการขาดวิตามินเอ เจ้าสารเบต้าแคโรทีนนั้น เมื่อไปจับกับไขมันจะเปลี่ยนเป็นโปรวิตามินเอ (วิตามินเอถ้าได้จากสัตว์จะอยู่ในรูปของวิตามินเอ แต่ถ้าได้จากพืชจะอยู่ในรูปของเบต้าแคโรทีน และเมื่อจับกับน้ำมันจะเปลี่ยนรูปไปเป็นวิตามินเอ เราเรียกว่าโปรวิตามินเอ) ซึ่งมีประโยชน์ในการแก้ตาบอดกลางคืนหรือตาฝ้าฟางได้ดี การทำงานของเบต้าแคโรทีนในการบำรุงสุขภาพของดวงตา เบต้าแคโรทีนจะย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างสารโรดอปซินในดวงตา ส่วนเรตินา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกด้วย ประโยชน์ถัดมาคือลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญตัวหนึ่ง เมื่อร่างกายมีสารตัวนี้จึงช่วยป้องกันการเกิดเซลล์เนื้อร้ายหรือเซลล์มะเร็งได้ และยังช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกายที่ชื่อทีเฮลเปอร์ ให้ทำงานต้านสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น ให้ผลดีกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็ง และที่สำคัญกลุ่มสารดังกล่าวยังช่วยเติมความเปล่งปลั่งให้กับผิว ป้องกันความเหี่ยวย่น ชะลอความชราหรือต้านความแก่ได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกของตำรายาสมุนไพรของชาวบ้านที่กล่าวว่า ผักเหมียงมีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่อรับประทานแล้วจะช่วยบำรุงสายตา ทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แก้กระหายน้ำได้ดี โดยส่วนมากชาวสวนยางจะรู้ดีในเรื่องดี เวลากระหายน้ำหรือเหนื่อยมักจะเด็ดยอดอ่อนสด ๆ เคี้ยวไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะช่วยลดการกระหายน้ำได้ นอกจากนี้ กลุ่มสารอาหารที่สำคัญที่พบคือพวกวิตามินบี ซึ่งช่วยในเรื่องของระบบประสาท บำรุงประสาทได้ดี วิตามินบีหนึ่งนั้นดีต่อสมองและความจำ วิตามินบี 2 ช่วยเผาผลาญกรดอะมิโนจากโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ไนอาซินช่วยให้กระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายเป็นไปด้วยดี และทำให้กระบวนการผลิตไขมันที่จำเป็นเป็นไปด้วยดี เมื่อทราบประโยชน์ของผักเขลียงและได้ลิ้มลองรสชาดผักเขลียงแล้ว อาจจะหลงเสน่ห์อาหารปักษ์ใต้เอาได้ง่ายๆ เลยทีเดียวค่ะ

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เยือนชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง

สัมผัสแรกศาลาหลังเล็กเก่าๆ กับเรื่องราวที่หลากหลาย ณ.บ้านทุ่งจูด หมู่ที่ ๑ ต.หนองเส บ้านทุ่งจูด ชื่อนี้ น่าจะมาจากการที่คนเก่าคนแก่ใช้เรียกชื่อถิ่นตามลักษณะของธรรมชาติที่เป็นจริงในตอนนั้นคือต้นจูด ลักษณะพื้นที่เป็นที่แหล่งน้ำขนาดใหญ่มีเกาะแก่งและที่ราบลุ่มสลับกับลูกควนต่ำๆ เชื่อมต่อกับสองอำเภอ สองตำบล คือตำบลนากะชะ อ.ฉวาง กับ ต.หนองเส อ.ถ้ำพรรณรา หมู่บ้านนี้มีบ้านเรือนประมาณ ๘๐ ครัวเรือน และผู้คนประมาณ ๓๐๐คน โดยมีเนื้อที่ประมาณ ๘๐๐ ไร่ เช่นเดียวกับพื้นที่ทั่วไปในเขตนี้คือ ประชากรในชุมชน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการทำสวนยาง ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลา เป็นต้น นอกจากนี้จะมีกิจกรรมการตกปลาตามแหล่งน้ำ อันเป็นไปเพื่อการจำหน่ายหรือเพื่อใช้เป็นอาหารหรือแหล่งรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย โดยมีท่านผู้ใหญ่สมศักดิ์ หนูทองอินทร์ เป็นผู้นำชุมชุน ถือว่าบ้านทุ่งจูดแห่งนี้เป็นทั้ง หัวใจ ร่างกายและวิญญาณของคนในพื้นที่ชุมชนคลองเสนี้กันเลยที่เดียว เพราะเกือบจะทุกอย่างล้วนเกิดมาจากที่นี่ตรงนี้ วางแผน ปรึกษา โต้แย้ง แสดงความคิดเห็น ตลอดจนกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นภายในชุมชุนนี้ เราจะเห็นป้ายประกาศ รณรงค์มากมายอยู่ที่นี่ นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นแหล่งศูนย์รวมรู้ของแผนงานสุขภาพชุมชนด้วย เช่น
โครงการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ ทำมาก่อนหน้านี้แล้วเป็นยุคนำร่องแรกเริ่มของการดำเนินงาน ชาวบ้านได้ทำมาก่อนแล้ว ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดก่อนโครงการ โครงการชุมชนแค่เข้าไปจัดการให้เป็นระบบ เพื่อให้มีแบบแผน มีกิจกรรมรองรับเท่านั้น ทำให้มีการต่อยอดไปถึงการรณรงค์การบริโภคพืชผักปลอดสารพิษ การทำอาหารเมนูสุขภาพอย่างเป็นระบบมากขึ้น สังเกตได้ว่าชุมชนได้นำ สิ่งที่มี สิ่งที่เห็น หรือสิ่งที่เป็น อยู่แล้วมาเป็นจุดของการเริ่มต้นหลักในการทำ แล้วค่อยๆขยายต่อไปยังส่วนอื่นๆที่ซับซ้อนขึ้น เริ่มง่ายๆแต่ได้ผล
โครงการสายใยวัฒนธรรมไทย สายใยชุมชน แนวคิดแบบพิพิธภัณฑ์ คือการที่จะรวบรวมเอาภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนและภูมิปัญญาของชุมชน ในปัจจุบันมารวมร้อยไว้ด้วยกัน เรียกสิ่งนี้ว่า ทุนทางภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งอาจแบ่งแยกตามลักษณะของการจัดการของ ต.หนองเส ได้ ๒ แบบ ภูมิปัญญาทางวัตถุ เช่นเครื่องมือโบราณต่างๆจอบ พร้า คันไถ หรือครกตำข้าว และ ภูมิปัญญาทางความคิด เช่นการร่วมมือ เสนอแนะ โต้แย้ง สอดแทรก หลักความเชื่อ โชคลาง พิธีกรรมต่างๆ อันก่อให้เกิดความควบแน่นทางชุมชน นอกจากนี้การนำเอาภูมิปัญญาทั้งเก่าใหม่มารวมร้อยไว้ด้วยกัน ก็ก่อให้เกิดการวิวัฒน์เครื่องมือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆต่างๆขึ้นมาเพื่อสะดวกแก่การใช้งาน เช่น การนำมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้กับเครื่องตำข้าว เป็นต้น หลักการคิดดังกล่าวนี้อาจจะถูกเผยแพร่และดัดแปลงไปสู่สิ่งประดิษฐ์คิดค้นอื่นๆอีกตามมา อาจจะเป็นตัวชุมชนเองหรือจากบุคคลอื่นๆที่เข้ามาเรียนรู้ศึกษาชุมชน ถือเป็นความเกี่ยวข้องต่อเนื่อง รวบรวม เซาะซึมไปสู่ยังบุคคลรุ่นใหม่ของชุมชนหนองเสเอง เพราะทุกคนก็จะมารวมกันอยู่ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร
โครงการลดเลี่ยงลดโรค นี่คือผลจากการทำในสิ่งที่มี สิ่งที่เห็น หรือสิ่งที่เป็น จากโครงการที่หนึ่งคือ โครงการผักสวนครัวรั้วกินได้ เป็นผลพลอยได้ที่ชุมชนได้รับจึงทำให้ชุมชนตระหนักถึงเรื่องสุขภาพอนามัยจึงเป็นที่มาของความร่วมมือที่ชัดเจน เข้าใจ จนได้รับรางวัลจากทางอำเภอในการดูแลเอาใจใส่สุขภาพของคนในชุมชน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในเมื่อศาลาแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นสถานที่ที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม เป็นศูนย์รวมความคิด ทุกเพศ ทุกกลุ่ม ทุกวัย ดังนั้นเมื่อผู้นำดี แนวคิดดี ทำสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วในชุมชน โดยเน้นไปที่สุขภาพของคนในชุมชน ทุกคนก็พร้อมที่จะร่วมมือ คนในชุมชนก็พร้อมที่จะนำพาไปปฏิบัติและเมื่อปฏิบัติแล้วเห็นผลจึงเป็นการง่ายที่จะเชื่อมต่อไปยังเป้าหมายอื่นกิจกรรมอื่นๆที่ใหญ่กว่า
การเลี้ยงปลากระชัง โดยลักษณะของพื้นที่อันเป็นแหล่งน้ำที่สมบูรณ์การเลี้ยงปลาจึงถือเป็นการเลี้ยงเพื่อที่ชุมชนจะได้บริโภคโปรตีนจากเนื้อปลาในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ถือเป็นการลดค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือนได้อีกทางหนึ่งด้วย อีกทั้งเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบเพื่อป้อนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่ทำปลาดุกร้าคลองเสอีกทางหนึ่ง โดยปลาที่เลี้ยงไว้ก็เช่นปลาดุก ปลาทับทิม ปลานิล ปลาสวาย เป็นต้น นอกจากนี้ในภาคบริหารจัดการ ก็คงไว้ซึ่งความพอดีในการเลี้ยงที่ไม่มากมาย จนก่อให้เกิดปัญหาด้านมลพิษทางน้ำ คงไว้ซึ่งหลักการของความไม่เบียดเบียนธรรมชาติที่เป็นอยู่

ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งแผ่นดิน ตลอดการครองราชย์กว่า 70 ปี พระองค์ทรงงานหนักโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพียงเพื่อมุ่งหวังให้การช่วยเหลือ พสกนิกรของพระองค์ ให้มีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มรดกทางภูมิปัญญาของพระองค์ท่าน ยังคงดำรงอยู่ เคียงคู่กับผืนแผ่นดินไทยตลอดกาล ปรัชยาเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นศาสตร์ที่ช่วยนำพาประเทศไทย ผ่านพ้นวิกฤตและปัญหามาได้เป็นระยะเวลายาวนาน จนมีผลเป็นที่ประจักษ์ตือสายตาพสกนิกรทั้งแผ่นดิน และได้รับการยอมรับจากนานาประเทศไปทั่วโลก เนื่องจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่บุคคล ชุมชน และสังคมซึ่งองค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกทั่วโลกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และนายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล "ความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์" ปัจจุบันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถือเป็นปรัชญาที่สอดคล้องกับหลักการพัฒนาของโลกว่าด้วยเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ